โอสถวิเศษ

posted on 05 Dec 2009 11:21 by krugarn

 

.

โอสถวิเศษ 

.

ชาติป่วยด้วยโลภที่โอบต้อน

สุมฟอนด้วยฟืนความหื่นกระหาย

ไม่พักไม่พอฉ้อฉลร้าย

ทำลายรากฐานจริยธรรม 

.

บ้านป่วยด้วยรักพิทักษ์ชาติ

รุกฆาตแยกขั้วอยู่คลาคล่ำ

มองโลกเป็นสีขาวกับสีดำ

ตอกย้ำอีกข้างคือศัตรู 

.

เมืองป่วยด้วยมิอาจสัมผัสรัก

ร้าวแยกแตกหักราวสุดกู่

สงครามตัวแทนกว่าแสนริปู

โจมจู่นาครร้อนโรคา 

.

พ่อป่วยด้วยห่วงชาติบ้านเมือง

แต่ก็ยังหวังเปลื้องปวงปัญหา

ลูกเอย...อุปสรรคนานา

แก้ด้วยปัญญาและความรัก 

.

ลูกใดได้สดับรับโอวาท

ทำเพื่อชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องหลัก

ทำเพื่อพ่อมิยากลำบากนัก

เพียงผินพักตร์พูดจาประสาใจ 

.

โอสถวิเศษคือเมตตา

แสวงหาจิตวิญญาณแห่งการให้

ให้ที่หยัดที่ยืนยื่นดอกไม้

เป็นของขวัญปีใหม่ให้พ่อเรา 

.

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

เนชั่นสุดสัปดาห์ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒

 

 

 

แม่ค้าฮานอย...บทกวีแห่งปลีน่อง

ศิวกานท์ ปทุมสูติ  

นอกจากการจราจรที่น่าทึ่งในกรุงฮานอยแล้ว ภาพตรึงใจของผมอีกสิ่งหนึ่งก็คือ แม่ค้าหาบคอนกลางมหานครที่คลาคล่ำ แม้จะมีพ่อค้าเร่ปั่นจักรยานให้เห็นบ้าง ก็ยังน้อยนักเมื่อเทียบสัดส่วนกับแม่นางหาบคอนตะลอนถนนเหล่านั้น ประมาณว่าในห้วงเวลาหนึ่งนาทีที่ผมยืนสังเกตการณ์อยู่ริมถนน จะมีแม่ค้าบ่าคานผ่านมาและผ่านไปราวห้าถึงสิบคนทีเดียว  ผมแอบกดชัตเตอร์เก็บภาพของเธอไว้คนแล้วคนเล่า  แต่ได้ภาพในมุมที่ไม่ค่อยเหมาะใจเท่าไรนัก  เพราะการถ่ายด้วยกล้องที่ไม่อาจดึงซูมจากระยะไกลจะกีดด้วยความเกรงใจ  และหวั่นไหวกับสายตาของผู้ถูกถ่ายที่อาจไม่พึงใจอนุญาต  

ภาพที่ผมรู้สึกประทับใจมากๆ ก็คือภาพแห่งท่วงทีลีลาหาบของแม่ค้าแต่ละคน ที่กระหยับเท้าก้าวย่างอย่างได้จังหวะยวบหยุ่นน้ำหนักพอเหมาะพอดีกับการดีดตัวขึ้นลงของไม้คานอันงอนงาม มันทำให้ผมประหวัดคิดถึงภาพ แม่หาบข้าว สาวหาบน้ำ ในพื้นบ้านชนบทเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว  ซึ่งภาพแห่งความทรงจำครั้งนั้นเคยเป็นแรงบันดาลใจแก่ผมให้เขียนบทกวีชื่อ สาวหาบน้ำ (ครอบครัวดวงตะวัน,๒๕๔๗) มาแล้วดังนี้ครับ  

.

สาวหาบน้ำ 

 

● หาบน้ำ                 จากตีนท่า               

ย่างเท้าก้าวขา          ทะมัดทะมั่น

ยวบหยุ่น                  ไม้คานกระหยับ                  

น่องน้ำงามรับ           กระชับกระชั้น

เนิบเนิบ                   ไปนวยนวย             

แม่สาวลูกสวย         ช่วยแรงแข็งขัน

กระเฉิด                   บางกระฉอก            

พอแต้มเป็นดอก        ลายดินถิ่นนั้น

กระเพื่อม                 เลื่อมเพชรรุ้ง           

สะท้อนแดดทุ่ง          รุ่งแสงตะวัน

แม่แกร่ง                  ลูกก็เก่ง                           

กระฉับกระเฉง           เขยื้อนขยัน

ร่วงร้อย                   พลอยเม็ดเหงื่อ                  

ในซับในเสื้อ             แนบเนื้อลาวัณย์

ท่าน้ำ                     ถึงแปลงผัก                       

ค่อยรดรินรัก             ชอุ่มชุ่มพลัน

บุปผา                     ลดาดื่น                            

ระรินรดรื่น                ชื่นแรงแฝงฝัน

● หาบแม่                และหาบลูก             

สายยูโยงผูก             สายใยสัมพันธ์

บ่าแม่                     เป็นแบบบท              

บ่าลูกรู้รส                ไปทีละขั้น

เลี้ยงบ่า                  ไว้นะเจ้า                          

โตขึ้นเป็นสาว           ทุกวันทุกวัน

รูปรอย                    ปริญญา                  

ลงหาบน้ำท่า            น่าอัศจรรย์

ปั๊มขัด                    บาดาลข้อง                       

เอาเหงื่อเอาน่อง       เป็นช่องธารสวรรค์

อย่างนี้                    ซิลูกจ๋า                            

มิเสียแรงบ่า              แม่หาบมาสากรรจ์

● ภาพใด                 หนองามเท่า  

ลูกหญิงแม่เหย้า         สาวหาบน้ำนั่น

กระเพื่อม                 หัวใจพ่อ       

ไม่พักไม่พอ             จะพร่ำรำพัน

เชื่อแล้ว                  ว่าสาวน้อย    

วันหนึ่งจะคล้อย         หาบมิ่งหาบขวัญ

หนึ่งสมอง                และสองบ่า    

บนวิถีมรรคา             ที่ลูกเชื่อมั่น

ก้าวสาว                   ในก้าวสวย    

จะยืนหยัดด้วย           ปลีน่องผ่องพรรณ 

.

ภาพแสนงามเช่นนั้น วันนี้หาดูได้ไม่ง่ายนักแล้วในวิถีชีวิตไทย  เหมือนภาพชีวิตที่หายไปจากชีวิต  แต่แล้วผมก็ได้มาพบเจอโดยไม่คาดคิด  จึงรู้สึกตะลึงตะลานใจเป็นอันมาก  ขณะเฝ้ามองเฝ้าจับจ้องหามุมอยู่เพลินๆ  แม่ค้าฮานอยนางหนึ่งก็พักวางหาบคานริมทางเท้า  เธอเงยหน้าขึ้นสบตาผมพร้อมหยิบกล้วยหอมหวีงามชูขึ้นเอ่ยเอื้อน บะนานะๆ ฟอร์ ยู ทะเวนตี้ เท้าซั่น  ผมยืนเซ่อเหม่อนิ่ง...ภาพอีกภาพหนึ่งของความรู้สึกแล่นขึ้นมาจับหัวใจ  ภาพนั้นคือภาพแม่ของผม ครั้งที่ท่านเคยหาบขนมจีนขาย  เวลานั้นฐานะของครอบครัวเรายังขัดสนมาก  นาไร่ไม่ค่อยจะได้เม็ดได้รวง  แต่เงินต้นและดอกเบี้ยที่กู้ยืมเขามางอกวันงามคืน  แม่ต้องทิ้งบ้านที่สุพรรณ ทิ้งพ่อ ทิ้งลูกๆ ไปเช่าห้องเล็กๆ อยู่ที่เมืองกาญจน์เพื่อหาบขนมจีนขาย  นานๆ แม่จึงจะกลับมาบ้านสักครั้งหนึ่ง  แม่ค้าฮานอยเหล่านี้ล่ะ เธอทั้งหลายก็อาจซุกซ่อนละครชีวิตบทเศร้าไว้ใต้ไม้คานของเธออีกหลากร้อยพันเรื่อง  แม่ค้านางนั้นคงจะไม่รู้หรอกว่าผมครุ่นคิดอะไรอยู่  จึงปล่อยเธอยิ้มเก้ออยู่เป็นนาน...กว่าผมจะยิ้มตอบและควักกระเป๋าจ่ายไปสองหมื่นด่อง (ประมาณสี่สิบบาท) แลกกับกล้วยหอมหวีงามหวีนั้น  วิธีเสนอขายสินค้าของบรรดาแม่ค้าในกรุงฮานอยนั้นมีหลากหลายรูปแบบ  นอกจากหยิบยื่นชวนซื้อชวนชิม  ก็อาจใช้วิธีเอื้อนอ้อนต้อนตื๊อ  หรือวิธีโปรยยิ้มให้นักเดินทางผู้ไม่รู้จักนาม  แบบทอดไมตรีตีสนิท  เร่หาบเข้ามาชิดใกล้ไหล่ทางแล้วคะยั้นคะยอ  บางทีบางเธอเมื่อเจอนักสะพายกล้องก็กราดเข้ามาทักและชักชวนให้ลองเก๊กท่าหาบ  พร้อมกับชวนให้สวมใส่หมวกทรงยอดแหลมของเธอแล้วถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก  ใครก็ตามที่ตกหลุมเสน่ห์ทำนองนี้เข้าแล้วจะไม่ซื้อสินค้าของเธอบ้างก็คงจะดูใจจืดใจดำเกินไปละ...แบบนี้เสร็จเธอทุกราย

.

   แม่ค้ากล้วยผ่านไป แม่ค้าส้มผ่านมา แม่ค้าแอปเปิล องุ่น ชมพู่ ผักสด ขนม ตุ๊กตา ดอกไม้...ขวักไขว่ปะปนกับยวดยานบนท้องถนน  เช้าจรดเย็นและค่ำคืน...บ่าของเธอยังคงหาบชีวิตไม่พักวาง  สองวันสองคืนที่คณะของเราท่องตระเวนอยู่ในฮานอยก่อนเดินทางขึ้นไปเที่ยวที่เมืองซาปาสามวันแล้วย้อนกลับลงมาที่ฮานอยอีกหนึ่งทิวาหนึ่งราตรี  แม่ค้าฮานอย...ก็ยังคงหาบ และหาบ   

.

บ่ายวันที่คณะของเราจะเดินทางกลับไทยนั้นเอง  ขณะผมสอดส่ายกล้องจ้องจับลีลาแม่ค้าหาบผลไม้นางหนึ่ง  ก็มีเสียงแม่ค้าอีกสองสามนางร้องโหวกเหวกเป็นภาษาเวียดนาม  พากันวิ่งหาบกระหืดกระหอบหนีอะไรสักอย่าง  คล้ายเป็นสัญชาตญาณที่ส่งสัมผัสรับรู้กันอย่างรวดเร็ว  ทุกนางหาบค้ากลางถนนต่างก็ลุกลนตะลุยตะลานวิ่ง  บางหาบแกว่งกระหวัดซัดส่าย  ถั่วฝักสดๆ ของแม่ค้าบางคนหล่นกระจายบนพื้นถนน  แต่เธอไม่อาจหยุดก้มเก็บ  ว็อตแฮ็พเพ่น  เสียงใครบางคนถาม  แล้วก็มีเสียงตอบว่า โปลิศคัม  ผมกวาดสายตามองหาว่าตำรวจมาทางไหน  แต่ก็ไม่เห็นมีสักคน  หรืออาจจะไม่ตามมาแล้วก็ได้  แม่ค้านางหนึ่งย้อนกลับมาเก็บฝักถั่วของเธอที่กล่นกลาด  ถั่วหลายฝักหลายกำที่เก็บไม่ทันในไม่กี่วินาทีถัดมาก็ถูกล้อรถบดเหยียบจนแหลกลาญ  เธอนั่งลงบนทางเท้าเศร้าซ่อน  ยกชายแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อเรื่อน้ำตาบนดวงหน้า  พลันภาพนั้นก็กระแทกกระทบทำนบอารมณ์ของผมให้ทะลักทลายบทกวี...  

.

แม่ค้า...ฮานอย 

.

● หาบคอนตะลอนตะลุยตะลาน

บ่าเวียดเบียดคานคือบ่าแม่

ฮานอยร้อยถนนยนต์จอแจ

แม่ไม่แคร์สายตาแห่งนาคร

พืชผักหมากไม้มิขายคล่อง

แลก ด่อง ในรอยเท้าจนเข่าอ่อน

โชคดีวันใดได้หลาย ดอลล์

หาบย้อนกลับเหย้ายิ้มเพราพราย

โอ้...ฉุกละหุกพลุกพล่านย่านชีวิต

โปลิศไล่มาแม่ขวัญหาย

วิ่งหาบโกลาหลดังคนร้าย

ผักกระจายใจแม่กระเจิงกลัว

ความเป็นแม่สิแม่...แพ้ไม่ได้

ถูกปรับก็ใช่ว่าแม่ชั่ว

สาแหรกไม้คานจะสั่นรัว

ปากท้องครอบครัวต้องอิ่มครัน

หาบคอนตะลอนตะลุยตลาด

ปลีน่องผ่องผาดยังผายผัน

แม่ค้าฮานอยนับร้อยพัน

แม่เธอแม่ฉันต่างกันฤๅ 

.

ผมคงจะจากลาฮานอยด้วยความประทับใจและตรึงใจกับภาพ แม่ค้าฮานอย นับเป็นร้อยๆ ภาพที่กดชัตเตอร์เก็บตุน...ถ้าเหตุการณ์สะเทือนใจอันเนื่องจาก โปลิศคัม!” ไม่แทรกภาพหาบค้ากระเจิงกระจายในเย็นวันนั้น  ฤๅว่าในที่สุดแม่ค้าบ้านใดเมืองใดก็จะต้องถูกไล่ล่าคว้าหาบ ถูกปรับ และถูกบีบบังคับให้ขึ้นห้างไปเสียทั้งหมดทั้งสิ้นเช่นนั้นหรือ 

.

  

----------------

ฮานอย, เวียดนาม, ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

เฮฮาจราจรมหานครฮานอย

posted on 10 Nov 2009 08:08 by krugarn

 

 

1

เฮฮาจราจรมหานครฮานอย

ศิวกานท์ ปทุมสูติ 

.

คำบอกกล่าวเล่าขานเกี่ยวกับการจราจรในเวียดนามที่ได้ยินได้ฟังมานั้น ทำให้ผมรู้สึกหวาดๆ อยู่ไม่น้อยก่อนการเดินทางไปเยือนมหานครฮานอยเป็นครั้งแรก คือฟังมาว่าในกรุงฮานอยนั้นการจราจรไร้ระเบียบและพลุกพล่านเป็นที่สุด และก็มีคำแนะนำเชิงสำทับของผู้ที่เคยไปมาแล้วอีกว่า เวลาข้ามถนนห้ามหยุดกลางถนนเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นอาจถูกรถชน! 

ถ้อยคำเหล่านั้นมันทำให้ผมขาดความเชื่อมั่นในการเดินข้ามถนนแห่งจินตนาการไปมิใช่น้อย ก่อนเครื่องแตะรันเวย์นอยไบผมมิวายที่จะมองผ่านกระจกหน้าต่างลงไปยังเส้นขนมจีนเบื้องล่าง แต่ยามเช้าของเดือนตุลาคมที่ยังไม่สิ้นกลิ่นมรสุมตะวันออก หมอกปกคลุมฮานอยหม่นมัวเกินกว่าผมจะมองเห็นการจราจรจากมุมสูง ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็รู้ ความรู้สึกตื่นเต้นกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาแทนความหวาดหวั่น เพื่อนร่วมทางอีกแปดชีวิตก็ดูท่าทีเหมือนว่าจะได้สัมผัสอารมณ์นั้นดุจเดียวกัน เด็กชายผาเมฆลูกคุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ ดูจะเริงร่าเป็นพิเศษ 

คุณขวัญยืน ลูกจันทร์ ทูตภาษา และคุณสมชาย บำรุงวงศ์ ผู้ได้รับฉันทานุมัติจากกลุ่มให้เป็นขุนคลังกองเสบียง ช่วยกันเจรจาจับรถตู้จากสนามบินสู่ใจกลางเมือง โดยมีเป้าหมายปลายทางที่โรงแรมขนาดเล็กตามที่บุ๊กไกด์แนะนำว่าเชื่อถือได้  รถตู้สิบห้าที่นั่งนำพาคณะเราและแทรกด้วยผู้โดยสารคณะอื่นอัดแน่นแล่นไปตามไฮเวย์ ไกลพอสมควรกว่าจะเข้าเขตชั้นใน ผมเริ่มได้เห็นความพลุกพล่านของการจราจรตามคำเล่าลือนั่นแล้ว...ทั้งรถประจำทาง รถท่องเที่ยว รถยนต์ส่วนบุคคลสารพัดยี่ห้อ แท็กซี่ สามล้อถีบ มอเตอร์ไซค์ แม่ค้าหาบคอน และผู้คนสัญจรบนท้องถนน ล้วนขวักไขว่ไปหมด (น่าแปลกที่ไม่เห็นมีรถกระบะเลยสักคัน) ภาพความไร้ระเบียบตามคำเล่าบอกปรากฏชัดยิ่งขึ้นเมื่อล่วงเข้าใจกลางเมือง โดยเฉพาะตรงทางแยกที่ไม่มีสัญญาณไฟ ต่างคนต่างไป ไหลหลามสะเปะสะปะ เสียงแตรดังลั่นมิได้ขาดระยะ โอ...วุ่นวายสับสนอลหม่านจริงแท้ แต่ผมก็รู้สึกประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดรถจึงไม่ติดเหมือนในกรุงเทพฯ ต่างเลื่อนไหลไปราวกับเศษไม้ใบหญ้าที่ถูกพัดพาไปกับธารน้ำหลากนั่นทีเดียว ผมเก็บซ่อนข้อสังเกตนั้นไว้ในใจ 

และแล้วความหวาดหวั่นในเรื่องเดินข้ามถนนกลางกรุงฮานอยของผมและคณะได้มลายหายไปสิ้น เมื่อเราต่างได้พิสูจน์ด้วยการเดินบนท้องถนนแห่งความขวักไขว่นั้นในชั่ววันและคืนแรกที่ไปถึง แรกๆ ก็เดินตามคนเวียดและนักท่องเที่ยวผู้ชำนาญถนน ไม่นานพวกเราก็มั่นใจ แทนที่จะกลัวก็กลับรู้สึกสนุกในการเดินถนนปะปนกับยวดยานต่างๆ ที่คลาคล่ำ คุณศักดิ์สิรินั้นถึงกับออกอาการสำเริงสำราญเอามากๆ  

ผมเดินไปสังเกตไป คิดไป ก็ให้อัศจรรย์ใจเป็นนักหนาที่รถมาก คนมาก หลากไหลชุนละมุนชุนละเก โดยเฉพาะตรงสี่แยกหรือสามแยกที่ต่างผลัดกันแตะเบรกและผลัดกันตัดข้ามไปตามเส้นทางของตน ไม่เฉี่ยว ไม่ชน ไม่มีเสียงก่นด่า ไม่มีอารมณ์บูดอารมณ์บึ้งใส่กัน และไม่มีอุบัติเหตุ กระทั่งเจ็ดวันในเวียดนามผมพบมอเตอร์ไซค์ไถลล้มเพียงคันเดียวเท่านั้น เหตุเพราะเบรกขณะคนเดินถนนตัดหน้ากะทันหัน ไม่มีใครเจ็บ ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ด้านดีของการจราจรที่ไร้ระเบียบของมหานครฮานอย กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต่างมีระเบียบข้างในจิตใจ ระเบียบแห่งการถ้อยทีถ้อยอาศัย ระวังระไวด้วยใจของกันและกัน ไต่ถามคนที่นั่นได้ความสำคัญประโยคหนึ่งว่า ทุกคนระวังตนมิให้ชนใคร แล้วก็จะไม่มีใครมาชน  

ผมได้บทกวีสั้นๆ บางบท ขณะมีความสุขกับการเดินถนนในกรุงฮานอย...นำมาแบ่งปันกันอ่านดังนี้ครับ                   

(๑)         

รุ่งอรุณกลางนัคราคลาคล่ำ         

จนย่ำสนธยายังตื่นเต้น         

จราจรจ้าละหวั่นทุกบริเวณ          

แต่ชัดเจนน้ำใจเวียดมิกังวล

 

 

           

(๒)         

ถนนแคบนัก...แต่รักกัน         

แบ่งปันกันไปได้ทุกถนน         

สองล้อ สี่ล้อ และผู้คน          

โกลาหลไร้ปัญหาฮานอย

 

 

           

(๓)         

ชีวิตอัศจรรย์อยู่ด้านใน         

มิใช่เพียงภาพที่ฉาบถ้อย         

บางเมฆหมอกมนุษย์ผุดเพชรพลอย          

สุดแต่ใครใคร่ร้อยสร้อยมณี

 

  

 

เวียดนามอาจมีด้านไม่ดีงามอยู่บ้าง แต่ผมจะไม่พูดถึง เพราะการไปเที่ยวครั้งนี้ ทำให้ผมได้เห็นแง่มุมงามของชีวิตผิดไปจากภาพฝังใจก่อนเดินทาง  มันเป็นเสมือนระฆังแห่งมโนคติที่ปลุกความตระหนักอะไรๆ อีกหลายอย่างที่คนเรามักด่วนสรุป ด่วนตัดสินไปตามกระแส...   

ความหวั่นกังวลของผมถ้าจะยังมีอยู่บ้างต่อการจราจรของเวียดนามนับแต่นี้ ก็คือหวั่นใจไปว่าสักวันหนึ่ง ถ้าใครไปเจ้ากี้เจ้าการจัดระเบียบให้เหมือนการจราจรในบางประเทศละก็ ภาพแห่งความงดงามใจจิตใจจราจรของพวกเขาก็คงจะมลายเลือนไปอย่างน่าเสียดาย โลกของกฎระเบียบภายนอกที่ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุผลเพื่อประโยชน์ของตนเองนั้น น่ากลัวยิ่งนัก  

 

 

นิยายน้ำเน่าของเยาวชนไทย

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

 

 

● เพราะเป็นแม่โดยมิได้ตั้งใจเป็น     

เธอจึงมองไม่เห็นความเป็นแม่

เพราะคืนลอยกระทงลงเรือแพ         

จนอ้อแอ้เมามายเมื่อปลายปี

เพราะเธอเมาเขามึนพาขึ้นสวรรค์     

จากคืนนั้นนัดสนุกเป็นสุขศรี

พ่อไม่แลแม่ไม่รู้...โลกเสรี              

ลูกอยู่หอสตรี...คงดีงาม

เพื่อนเพื่อนเขาก็อยู่เป็นคู่กัน            

ใครเขาเก็บพรหมจรรย์ไว้แห่หาม

เธอจะแบกคานทองแล้วมองตาม     

ไม่ลองชิมดูสักชามหรือความรัก

จึงเป็นเหตุเป็นผลระคนใคร่             

ลอยกระทงจงใจหมายสมัคร

จากวันคืนชื่นชุ่มเขาฟูมฟัก             

จนร่ำร่ำว่าสำลัก...เขารักเธอ

● ครั้นวันร้ายคืนรู้ว่ามีลูก                

ข้าวที่ปลูกกลางนาน้ำตาเอ่อ

เมฆก็ร้างฝนก็ลาไม่บำเรอ              

ข้อเสนอคือถอนกล้าในนาทิ้ง

เพราะเธอมีเขาในเงามืด                

มิอาจเห็นกำพืดไปทุกสิ่ง

แม้คืนเพ็ญผ่องจันทร์นั้นสุขจริง        

แต่คืนทุกข์ลูกผู้หญิงช่างยาวไกล

เพราะเป็นแม่โดยมิได้ตั้งใจเป็น        

เธอจึงมองไม่เห็นลูกร้องไห้

ลูกไม่เคยเห็นพ่อจะรอใคร              

เธอฝากไว้กับยายที่ปลายนา

.

.

.

ตำข้าวเม่า

posted on 08 Oct 2009 18:59 by krugarn

ตำข้าวเม่า

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

.

ตำข้าวเม่า เป็นกิจกรรมหนึ่งในวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่ผมนำเข้ามาใส่ไว้ในหลักสูตรการอบรมเรียนรู้สำหรับครูและเด็กๆ เยาวชน เพื่อการเรียนรู้วิถีทุ่งวิถีไทย ซึ่งจัดขึ้นที่ ทุ่งสักอาศรม อู่ทอง สุพรรณบุรี ให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมกิจกรรมเรียนรู้ย้อนรอยภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยให้แต่ละคนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้แทนการอธิบายเล่าบอก  เมื่อทุกคนได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงก็จะเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ และทำได้ ทำเป็นในสิ่งที่ตนได้ลงมือทำ  แม้บางคนจะทำได้ไม่ดี  แต่ก็ได้เรียนรู้ แก้ไข และปรับปรุงกันไปในขณะลงมือทำนั้น  นอกจากได้ทำ ก็ยังได้มิตรภาพของความร่วมไม้ร่วมมือ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการทำงาน  กว่าที่ทุกคนจะได้ลิ้มลองรสชาติของข้าวเม่า ทั้งข้าวเม่าคลุกมะพร้าวน้ำตาลที่มีรสละมุนหวานมัน และข้าวเม่ารางกรอบอร่อย  ต่างก็ได้รสชาติของชีวิตกันอิ่มเหงื่ออิ่มใจแล้ว

.

ข้าวเม่าถือว่าเป็นอาหารหวาน ไม่ใช่อาหารคาว กินเล่นเหมือนขนมอย่างหนึ่งของพื้นบ้าน  ซึ่งพื้นบ้านสุพรรณบุรีครั้งอดีตเมื่อประมาณ ๓๐-๔๐ ปีก่อนโน้น  มักจะตำข้าวเม่ากันราวๆ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ตั้งแต่เริ่มเกี่ยวข้าวเบา (นาดอน) จนกระทั่งเกี่ยวข้าวหนัก (นาลุ่ม)  ทั้งตำกินกันในครอบครัว แจกจ่ายญาติพี่น้องเพื่อนบ้านเรือนเคียง  และนำไปทำบุญตักบาตรที่วัดประจำหมู่บ้าน 

.        

ในกิจกรรมตำข้าวเม่าพื้นบ้านจะเป็นกิจกรรมของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  เวลาที่ลูกสาวบ้านใดตำข้าวเม่าก็มักจะมีหนุ่มในละแวกหมู่บ้านที่เป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนมาช่วยตำบ้าง  คั่ว-ตำ-ฝัดกันไป ขบเคี้ยวกินเล่นพลางพูดจาหยอกล้อกันบ้าง เกี้ยวพาราสีกันตามประสาหนุ่มสาว  แต่ทั้งนี้ก็อยู่ในสายตาของพ่อแม่และยายตา  ที่นั่งดูนั่งฟังอยู่บนบ้านหรือชานเรือน  บางทีท่านเหล่านั้นก็ลงมานั่งพูดนั่งคุยแบบเป็นกันเองที่บริเวณลานบ้านที่ตำข้าวเม่านั้นด้วย

.

นอกจากนี้ยังมีประเพณี ขว้างข้าวเม่า ที่อ้ายหนุ่มผู้ไม่ประสงค์จะเข้าไปเที่ยวคุยกับสาวตำข้าวเม่า  แต่อยากจะขอแบ่งข้าวเม่ากินบ้าง  ก็จะซื้อมะพร้าวและน้ำตาลทรายแดงผูกห่อผ้าขาวม้าแล้วขว้างเข้าไปยังบริเวณที่สาวๆ กำลังตำข้าวเม่ากันอยู่  ก็จะเป็นที่รู้กันว่า ขอแบ่งข้าวเม่ากินบ้าง โดยแลกกับมะพร้าวและน้ำตาลที่ขว้างเข้าไปนั่นเอง  หลังจากที่สาวเจ้าตำข้าวเม่าเสร็จก็จะนำข้าวเม่าคลุกมะพร้าวน้ำตาลห่อผ้าขาวม้ากลับมาแขวนไว้ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน  หนุ่มๆ นักขว้างก็จะมาแอบนำเอาไปกินกัน  บางครั้งการขว้างข้าวเม่าก็อาจขว้างโดยแฟนหนุ่มของลูกสาวคนใดคนหนึ่งของบ้านนั้นก็ได้  เป็นนัยว่าทดลองใจว่าสาวเจ้าจะมีน้ำใจให้ปันหรือเปล่า  ทั้งนี้ก็ต้องระวังว่าจะต้องเลือกผ้าขาวม้าผืนที่เจ้าหนุ่มคนนั้นยังไม่เคยคาดพุงอวดให้สาวๆ ในหมู่บ้านเห็นมาก่อน  ไม่เช่นนั้นก็จำผ้าขาวม้ากันได้และรู้ว่าใครเป็นคนขว้าง (ยกเว้นกรณีที่มีเจตนาจะสื่อสารเป็นนัยให้รู้ว่าเป็นผ้าขาวม้าของใคร)

.  

          ขั้นตอนของการตำข้าวเม่ามีดังนี้

๑.     เริ่มจากการเลือกเกี่ยวข้าวรวงจากกลางนา โดยเลือกข้าวที่มีลักษณะเมล็ดรวงใกล้จะแก่ ยังพอมีน้ำนมข้าวเป็นยางอยู่บ้าง

๒.    นำข้าวที่เกี่ยวนั้นมานวดด้วยเท้าให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง อาจนวดในกระด้งหรือในที่รองรับอื่นๆ ที่สะอาด

๓.    ฝัดเมล็ดข้าวเอาผง เศษฟาง และสิ่งสกปรกอื่นๆ ออก  แล้วเอาเมล็ดข้าวนั้นใส่ภาชนะไว้รอคั่ว ใส่เกลือลงไปคละเคล้าสักเล็กน้อย

๔.    มัดเศษฟางสดๆ ที่นวดเอารวงข้าวออกแล้วเป็นอุปกรณ์สำหรับคั่ว เป็นท่อนขนาดข้อมือ และยาวราวหนึ่งศอก

๕.    ก่อไฟในเตาถ่านหรือเตาฟืนก็ได้ ใช้ถ่านหรือฟืนไม้แห้งเป็นเชื้อเพลิง แล้วตั้งกระทะสำหรับเตรียมคั่ว

๖.     กอบเมล็ดข้าวเปลือกที่เตรียมไว้ประมาณสองหรือสามกำมือใส่ลงในกระทะ คั่วด้วยไม้คั่วที่มัดจากฟางข้าวสด ให้สังเกตว่าเมล็ดข้าวเปลือกในกระทะเริ่มมีลักษณะเป่งพองและสุกทั่วถึง เมื่อไรให้ยกลงใส่ครกตำข้าว (สังเกตจากการแตกตัวเป็นข้าวตอกราว ๕-๑๐ เมล็ด)

๗.    ลงมือตำด้วยสากมือ (ทำจากไม้แก่นความยาวประมาณหนึ่งวา-ดูรูปประกอบ) สลับกันตำสองหรือสามคน ลงสากไล่กันไป จนกว่าเม็ดข้าวจะแบนเป็นข้าวเม่า  ตอนใกล้จะแบนได้ที่ในแต่ละครกให้ใครคนหนึ่งล้วงมือลงไป โยง คือควักสลับกับการตำที่เหลือเพียงสากเดียว  เพื่อให้การตำทั่วถึงทุกเมล็ดข้าว  เมื่อใช้ได้แล้วให้ควักข้าวที่ตำแล้วนั้นลงใส่กระด้ง

๘.    นำข้าวที่ควักใส่กระด้งนั้นไปฝัดเอาผงแกลบทิ้ง และเก็บเอาเปลือกที่ยังหลงเหลืออยู่ออกให้เกลี้ยง  จึงถือว่าเป็นข้าวเม่าที่สมบูรณ์พร้อมนำไปบริโภคแบบต่างๆ ต่อไป

.

ข้าวเม่าโดยทั่วไปจะบริโภคกันสองแบบ  แบบแรกคือน้ำข้าวเม่าขยำคลุกเคล้ากับมะพร้าวแล้วโรงน้ำตาล  สมัยโบราณนิยมใช้น้ำตาลสีรำหรือน้ำตาลทรายแดงมากกว่าน้ำตาลทราย (ขัด) ขาว  ส่วนการบริโภคแบบที่สองจะใช้ข้าวเม่าที่สำเร็จจากการตำแล้วนั้นลงใส่กระทะคั่วอีกครั้ง  คั่วคราวนี้เรียกว่า ราง ซึ่งก็คือการคนไปมาเหมือนครั้งแรก แต่ต้องราไฟลงบ้าง ไม่ให้กระทะร้อนมากนัก  เพราะถ้าไฟแรงมากข้าวเม่าก็จะเกรียมไหม้กินไม่อร่อย  หรือถ้าไฟอ่อนเกินไปข้าวเม่าก็จะไม่กรอบและไม่อร่อยอีกเช่นกัน  ตรงนี้เป็นศิลปะที่ต้องลงมือปฏิบัติทดลองทำดู  พิสูจน์รสชาติด้วยการลองขบเคี้ยวก็จะรู้ว่าอย่างไรจึงจะพอดี 

.

ผมเองนั้นติดใจในรส ข้าวเม่าราง มาก  กระทั่งนำมาเขียนเป็นกวีนิพนธ์เล่มสำคัญหนึ่งของชีวิตชื่อ ข้าวเม่ารางไฟ (สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ใหม่ชุด กาพย์หัวเดียว) มีความตอนหนึ่งของ คำนำ ในการพิมพ์ครั้งที่สองว่า

          ...วิถีชีวิตของผู้คนที่ผมรักมากที่สุดชีวิตของพวกเขาที่ไหนเลยจะต่างไปจากข้าวเม่าในกระทะไฟที่ถูกคั่วราง  พวกเขาไม่อาจเลือกกระทะและความอ่อนหรือแก่ของไฟที่ต้องอาศัยท่อนฟืนจากสังคมอันเต็มไปด้วยความเสื่อมซับซ้อน  นอกเสียจากว่าพวกเขาจะได้ค้นหาฟืนและไฟที่มีค่าในชีวิตของพวกเขาเอง

.

ตัวอย่างบทกวีจากกวีนิพนธ์ ข้าวเม่ารางไฟ

.

ข้าวเม่ารางไฟ

(กาพย์สาวกระทายข้าว ๑๔)

● ครกข้าวเม่า           ดังแว่วมา

ทุกครั้งใจข้า             ก็ไหวสะทก

สะทกคิด                 คะนึงคราว

ช่วยเอ็งตำข้าว          จนเหงื่อข้าหก

ข้าจะภาพ                เอ็งติดตา

ทุกท่วงทีท่า             สากกระทบครก

ข้าจำได้                  แม้กลิ่นเหงื่อ

กลิ่นแป้งกลิ่นเนื้อ       เม็ดไฝไรศก

ข้าจำลาย                ลูกไม้ขาว

เสื้อคอกระเช้า           ผ้าซิ่นตีนจก

ข้าจำได้                  ข้าจำได้

ท่าฝัดกระทาย           ข้าวแต่ละครก

ข้าจำถ้อย                ข้าจำคำ

ที่เอ็งเคยย้ำ              ที่ข้าเคยยก

ข้ายังจำ                  คำเชยเชย

ว่ารักใครเอ่ย             เหมือนน้ำท่วมอก

หรือรักเขา                อยู่ข้างเดียว

ดังนึ่งข้าวเหนียว        ขาดน้ำแห้งหก

ฝนขาดฟ้า               นาขาดไถ

น้ำตาใครไหล           ดังสายน้ำตก

คำเอ็งเย้า                คำข้าหยอก

ข้าวเม่าข้าวตอก        แตกดอกเต็มครก

จนเสร็จพลาง           เอ็งรางไฟ

ข้าวเม่าข้าวใหม่        เผลอไผลไหม้หมก

สองกระทะ               เป็นลางไหม้

ครั้นข้ากินได้            เอ็งว่าตลก

จากคืนนั้น                ด้วยสัญญา

เอ็งจะคอยข้า            ปีหน้าเดือนหก

ข้าขอบวช                เพียงพรรษา

เอ็งก็โมทนา             ให้ข้าหยกหยก...

● คำเอ็งเย้า             คำข้าหยอก

ข้าไม่คิดดอก            จะยอกหัวอก

กลางพรรษา             ร้อนผ้าเหลือง

ข้าแทบจะเปลื้อง       มันแค้นแน่นอก

ลูกผู้ใหญ่                 อ้ายนักเลง

มันฉุดคร่าเอ็ง           ในวันฝนตก

ดอกน้ำตา                เอ็งตกหล่น

คือดอกน้ำฝน           ท่วมท้นในอก

ฟ้าเปรี้ยงเปรี้ยง         ปานโทสะ

ถึงข้าเป็นพระ            ปืนข้าเคยพก

พระต้องรา               เณรต้องรั้ง

กว่าข้าจะตั้ง             สติปลงตก

...ถ้าเขารัก               เอ็งเหมือนข้า

เถอะวันเวลา             คงช่วยฟูมฟก

ฟกค่อยฟัก               ค่อยรักษา

รักค่อยมีมา              ลูกห้าลูกหก

แต่หากเขา               ไม่รักจริง

ทำลายแล้วทิ้ง          เอ็งน้ำตาตก

ข้าจะสึก                  ซับน้ำตา

ข้าให้สัญญา             ข้าจะยอยก...

● ครกข้าวเม่า           ดังแว่วมา

ทุกครั้งใจข้า             เหมือนถูกตำครก

ข้าวเม่ารัก                ถูกรางไฟ

หลายปีผ่านมา          ไฟยังไหม้อก

...

เมื่อวันที่ ๓-๔ และ ๗-๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ทุ่งสักอาศรม ได้จัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้ วิถีทุ่งวิถีไทย ในทุ่งสักอาศรม ให้นักเรียน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ฝ่ายมัธยม  จำนวน ๒ รุ่น รุ่นละ ๗๐-๙๐ คน ประกอบด้วยเนื้อหาการเรียนรู้  การอ่านการคิดเกี่ยวกับสภาพปัญหาสังคม วิถีทุ่งวิถีไทย เพลงลูกทุ่ง เพลงพื้นบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน การตำข้าวเม่า เผาข้าวหลาม ทำขนมไทย ไม้ไผ่จักสาน ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมนั้นได้แก่การตำข้าวเม่าดังกล่าว เด็กๆ หนุ่มสาวเขาสนุกสนานกันอย่างไรบ้าง...ดูกันจากภาพได้เลยครับ

.

.

.

.

.

.

.

...........................................................................

การเรียนรู้กิจกรรมอื่นๆ อาทิ เพลงพื้นบ้าน เผาข้าวหลาม วิถีทุ่งวิถีไทย ทำขนมไทย จักสานงานไม้ไผ่ และการใช้ชีวิตแบบพอเพียง... 

.

.

.

 

.

.

ขอขอบคุณคณะวิทยากรภูมิปัญญาไทย

นายบัว สังข์วรรณะ  และคณะพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้าน

นายปัญญา ใคร่ครวญ  วิทยากรวิถีเกษตรธรรมชาติ / ตำข้าวเม่า

อาจารย์วิบูลย์ ปานบุญ  นักวิชาการท้องถิ่น / เพลงพวงมาลัย

นายชุม-นางลำไย  วิทยากรเผาข้าวหลาม

นางบุญธรรม  วิทยากรจักสาน

นายวิโรจน์ นุ้ยบุตร (ไม้ร่ม)  วิทยากรวิถีเกษตรธรรมชาติ / นักธรรมชาติชีวิต

นางสาวในดวงตา ปทุมสูติ  วิทยากรขนมไทย

นางละเอียด คล้ายคลัง  วิทยากรขนมไทย

นายอนุศักดิ์ ปานบุญ  วิทยากรวิถีเกษตรธรรมชาติ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

แดดใส ไอดิน กลิ่นทุ่ง

posted on 30 Sep 2009 14:10 by krugarn

แดดใส ไอดิน กลิ่นทุ่ง

.

การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกก้าวเป็นกำไรเสมอ ไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ล้วนเป็นบทเรียนท้าทายให้ดวงใจเรียนรู้ และในทุกทอดเท้าก้าวไปในรอยทาง ไม่พึงแต่เพียงได้ผ่าน นักสะพายกล้องต้องไม่พลาดที่จะกดชัตเตอร์เก็บภาพสำคัญเอาไว้ ทุกๆ ภาพ คือภาพแรกและภาพสุดท้ายของชีวิต...เพราะแม้ว่าจะผ่านมาและผ่านไปอีกกี่ครั้งในกาลข้างหน้าเวลาเดิม ภาพนั้น...แสงเงาย่อมเปลี่ยนไปแล้ว

สำหรับจิตรกรก็แน่นอนว่าเขาจะไม่ปล่อยให้ดินสอ ปากกา และพู่กันต้องเปลี่ยวเปล่าไร้ค่า...

ในเส้นทางกวี ผมเองไม่เคยห่างปากกาและสมุดบันทึก ทุกครั้งของการเดินทาง...ทั้งการเคลื่อนที่ไปโดยกายและการก้าวไปโดยจิตคิดนึก ก็มักจะเก็บรอยถ้อยคำ ความคิด และอารมณ์รู้สึกรู้สาที่พบผ่าน ไม่รีบร้อนทำเวลาเพื่อจะเพิ่มปริมาณสถานอย่างที่ "ทัวร์ชะโงก" เขาทำกัน บางครั้งแม้จะมีเป้าหมายกับกำหนดเวลาอยู่บ้าง ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าการเก็บเกี่ยวของหัวใจยังร้องขอต่อรอง...

ยิ่งการเดินทางครั้งใด ได้มีโอกาสร่วมทางกับมิตรสหายที่รู้ใจ การเดินทางครั้งนั้นก็จะยิ่งเพิ่มรสชาติชีวิตและพลังทางปัญญาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่กันและกันอย่างมีคุณค่ายิ่ง คุณกิตติศักดิ์ บุตรดีวงศ์ เป็นหนึ่งในมิตรร่วมทางของผม แม้จะไม่บ่อยครั้งนักในเส้นทางทัวร์โลกทัวร์ชีวิต แต่เราก็ไปมาหาสู่กันเสมอญาติทางจิตวิญญาณมิได้ขาด

งานจิตรกรรม "แดดใส ไอดิน กลิ่นทุ่ง" ชุดใหม่ของคุณกิตติศักดิ์ ผมได้มีโอกาสร่วมทางกับเขา แม้เพียงเสียบแซมบุปผากวีนิพนธ์ดอกน้อยๆ ลงในทุ่งทิพย์ขลิบรวงโรจน์อร่ามละลานใจ ผมก็มีความสุข ขณะมิตรภาพของเราก็แย้มผลิเบิกบาน พร้อมเป็นบรรณาการแด่ทุกดวงใจ... 

.

.

.

.

ขยายบทกวีให้อ่านง่ายดังนี้ครับ...

.

.

.

.

.

.

เติมไฟครูอาสา...เพื่อไทยภูเขา อ่านออกเขียนได้

ครูกานท์

...

ผมเดินทางขึ้นมาจัดกิจกรรมค่ายให้ครูอาสา กศน.จังหวัดตาก อีกครั้ง เป็นการอบรมรุ่นที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ หลังจากได้จัดอบรมรุ่นที่ ๑ ไปเมื่อ ๑-๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ ซึ่งรวมสองรุ่นก็ ๑๓๐ กว่าคนแล้ว นับเป็นความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังอย่างยิ่งของ คุณอุไรวรรณ อินทยารัตน์ ผอ.ศนจ.ตาก ซึ่งเป็นหญิงแกร่งลุยงานแบบถึงผาถึงภู และที่สำคัญอย่างมากก็คือเข้าถึงคนทำงานใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะอยู่บนยอดดอยเหน็บหนาว หรือสุดขอบปลายเขตแผ่นดินที่ทุรกันดารเพียงใดก็ตาม คุณอุไรวรรณแสดงความรู้สึกลึกซึ้งบางประโยคว่า ดิฉันไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อได้ทำงานสนองพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ที่ทรงมีพระเมตตาแก่เด็กๆ และชาวไทยภูเขาที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ทั้งทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเสด็จเยี่ยมเป็นมิ่งขวัญกำลังใจอยู่เสมอ   

...

เรื่องการสอนให้อ่านออกเขียนได้สำหรับชาวไทยภูเขา นอกจากจะมีปัญหาด้านความทุรกันดารห่างไกลจากการสนับสนุนดูแลด้านต่างๆ และปัญหาด้านการสื่อสารเรียนรู้กับผู้เรียนที่มีพื้นภาษาในชีวิตประจำวันเป็นชนเผ่า ซึ่งส่วนมากเป็นชาว ปกากะญอ แล้ว ปัญหาด้านทักษะความรู้และศักยภาพของครูผู้สอนก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก  ซึ่งในพื้นที่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและโรงเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบริการไปไม่ถึงนั้น เป็นภารกิจของ กศน. หรือ ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ได้น้อมรับพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่โปรดเกล้าฯ ให้ช่วยจัดการศึกษาให้ชาวไทยภูเขาให้มีโอกาสอ่านเขียนได้ และเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกำลังที่จะสามารถกระทำได้ โดยจัดทำ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ขึ้นในปี ๒๕๓๙...อันเป็นที่มาของภารกิจแห่งความมุ่งมั่นและภาคภูมิใจของชาว กศน.ที่มีส่วนร่วมทุกคน

...

หลักสูตรในการจัดอบรมครูอาสาของ กศน. ที่กล่าวถึงก็คือ การสอนให้อ่านออกเขียนได้ โดยคุณอุไรวรรณ ผอ.ศนจ.ตาก ได้มอบความไว้วางใจให้ ศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม เป็นผู้กำหนดเนื้อหารายละเอียดต่างๆ ทั้งหมด ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้

๑.การจัดการเรียนการสอนปูพื้นภาษาไทยเบื้องต้นแก่ผู้เรียนที่เป็นชนเผ่า

  · การฝึกพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

  · การจัดทำบัญชีคำและการฝึกเปล่งคำในบริบทชีวิตประจำวัน

  · การท่อง ก-ฮ (ก ไก่ น้อมไหว้)

  · การท่องสระ ๓๒ เสียง

  · การเขียนเส้นลีลาต่างๆ (เพื่อเป็นพื้นฐานในการเขียนตัวอักษร)

  · การฝึกเขียนพยัญชนะและสระจากง่ายไปหายาก

๒.การสอนอ่านเขียนภาษาไทยให้อ่านออกเขียนได้ใน ๔ เดือน

  · เดือนแรก แจกลูกและผันเสียง แม่ ก กา

  · เดือนที่สอง แจกลูก สะกดคำ และผันเสียง แม่กง กน กม เกย เกอว

  · เดือนที่สอง แจกลูก สะกดคำ และผันเสียง แม่กก กด กบ

  · เดือนที่สอง แจกลูก สะกดคำ และผันเสียง คำที่สระเปลี่ยนรูป/ลดรูป และ คำควบกล้ำ/อักษรนำ

๓.การฝึกตามข้อ ๒ ให้เน้นลำดับกระบวนการ 

  · ออกเสียงอ่านแจกลูก สะกดคำ ผันเสียง

  · อ่านคำ / อ่านเรื่อง

  · คัดลายมือ

  · เขียนตามคำบอก

๔.การจัดทำสื่อประกอบการเรียนการสอน

๕.การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น

๖.การอ่านอย่างมีจินตนาการเชื่อมโยงกับชีวิต สังคม และวิถีการดำเนินชีวิต

๗.การเขียนบันทึก การเขียนร้อยกรอง และร้อยแก้วง่ายๆ

๘.การเขียนแผนการสอนแบบ Mind Map เน้น มุ่งผลสัมฤทธิ์ปลายทาง

...

ครูอาสาทั้งสองรุ่นโดยภาพรวมแล้วเป็นคนหนุ่มสาว ช่วงวัยระหว่าง ๒๕-๔๐ ปี มีทั้งคนไทยในพื้นราบและชาวไทยภูเขา (ปกากะญอ,ม้ง...) ส่วนมากเป็นคนในท้องที่จังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน  ตลอด ๕ วัน ๔ คืน ของกิจกรรมค่าย ผมได้สัมผัสถึงพลังของความตั้งใจ ใฝ่รู้ อุดมการณ์และอุดมคติของพวกเขา ทำให้มีกำลังใจในการถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ ความคิด และสร้างสรรค์กิจกรรมอย่างมาก

.

...

...

บางวรรควลีของการร่วมกิจกรรมการเขียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในการอบรม แม้จะไม่ได้เน้นเป็นกิจกรรมหลัก แต่ก็รู้สึกได้ถึงหัวใจใสๆ ของ ครูดอย ลองอ่านดูสิครับ...

...

..."การที่เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดี ความสุขต้องมาก่อน

ถ้าคนเรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็จะอยากเรียนรู้ อยากทำ

เรียนรู้ได้ง่าย เรียนรู้ได้ดี กล้าที่จะเรียน

ความสุขนั้นจะต้องได้จากครู

ครูที่รักเด็กๆ เข้าใจเด็ก ไม่ดุ

พูดคุย เป็นเพื่อนกับเด็กได้

สร้างกำลังใจให้เด็กอยากอยู่ใกล้ครู

จะง่ายต่อการสอนและการเรียนรู้"...

(ครูคำหล้า ไผทเสริมบุญ โรงเรียนผาล้นใต้ ต.กองก๋อย

อ.สมเมย จ.แม่ฮ่องสอน)

...

..."ดีใจที่ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมในครั้งนี้

ได้รู้ว่าการที่จะสอนให้ชาวเขาใช้ภาษาไทยได้คล่องแคล่วนั้น

เป็นเรื่องที่ยาก เพราะมีภาษาเดิมของตนมาก่อน

การออกเสียงภาษาไทยเป็นเรื่องไม่ถนัดลิ้น

ดังนั้นอุปสรรคสำคัญในการเรียนภาษาไทยของชาวเขา

คือ "การพูดไม่ชัด" ข้าพเจ้าเองก็เป็นชาวเขาเผ่าม้ง

จึงเข้าใจและพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้

การอบรมครั้งนี้ จึงได้รู้ว่าการสอนของตนเองเดินมาถูกทาง

รวมทั้งยังได้วิธีการฝึกให้นักเรียนใช้ภาษาไทยคล่องขึ้น

โดยการทำบัญชีคำสำหรับนำผู้เรียนให้ "เปล่งคำ"

และการนำบทร้อยกรองมาให้พวกเขาท่อง

ผสมกับการฝึกพูดให้มากกว่าเดิม...

ขอขอบคุณครูกานท์ที่มาช่วยชี้ทางสว่าง"...

(ครูอนุรักษ์ แสนยาเจริญกุล ครูอาสา กศน.

อ.แม่สอด จ.ตาก)

...

.

...

สร่างเมา

posted on 08 Jul 2009 17:30 by krugarn

สร่างเมา

[คำสารภาพของกวีคนหนึ่ง]

""""""""""""""""""""""""""

● นานมาแล้ว โก้วเล้ง รำพึงว่า        

มิใช่ข้าหลงรสสุราร่ำ

หากแต่ข้าติดใจดื่มประจำ               

เพราะบรรยากาศลึกล้ำการร่ำสุรา

คำ โก้วเล้ง ดูดีมีระดับ                   

ต้อนให้ใครติดกับและเพรียกหา

บรรยากาศเสพเสน่ห์เสวนา             

นำพาหัวคะมำทุกค่ำเช้า

สุนทรภู่ รู้ทันถึงโทษแท้                 

แต่ก็แพ้จนสารภาพกับโรงเหล้า

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา       

ให้มึนเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ข้าพเจ้าก็หนึ่งในสายธารกวี            

เรื่องสุราพาทีไม่หนีหน่าย

เคยร่วมวงกับกวีผู้วางวาย               

ด้วยตับแข็งเนื้อร้ายก็หลายคน

เป็นทั้งศิษย์ สุนทรภู่ - ชิต บูรทัต      

เสพสัมผัสอารมณ์ครูอยู่เข้มข้น

เมาเหล้าเมาอักษรเมากลอนกล       

เมากมลมายามาเนิ่นเนา

บัดนี้มานึกดูอดสูนัก                      

ถ้ากวีมีอัตลักษณ์แค่ดื่มเหล้า

ต้องลงรอยคล้อยครูผู้เคยเมา          

โอ้ชีวิตข้าพเจ้าแสนเปล่าดาย

แม้เหตุผลอีกมากของนักดื่ม            

ที่อาจหยิบยืมซึ่งความหมาย

ว่าการนั่งล้อมขวดนั้นแยบคาย         

ด้วยปรัชญาสาธยายหลายเล่มเกวียน

ข้าพเจ้าก็มิอาจจะศรัทธา               

ตัวเองและอักษราที่ขีดเขียน

ในอัตลักษณ์มืดเมาอันเพราเพียร     

กับร้อยรสบทเรียนเขียนทับรอย

จึงถึงคราบทกวีของข้าพเจ้า            

มิต้องร่ำรินเหล้าเคล้ารสถ้อย

สติ สมาธิ ดั่งเพชรพลอย               

พิสุทธิ์ร้อยวรรณวลีแห่งชีวิต

เสพรสชาติประภัสสรบริสุทธิ์           

สัมผัสแก่นแท้มนุษย์อันศักดิ์สิทธิ์

ท่ามกระแสแพ้พ่ายรายรอบทิศ         

ลิขิตเลือกทาง...เลือกสร่างเมา

ข้าพเจ้ามิเจตนาจะเสียดสี              

ครูกวี มิตรกวี ที่ดื่มเหล้า

แต่เชื่อว่า กวิธาตุ ต้องขัดเกลา      

ตัวตนทุกค่ำเช้า...ทุกชาติภพ 

...

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

ทุ่งสักอาศรม ๓๐ มิย.๕๒

อาศรมร่มรัก

posted on 30 Jun 2009 18:58 by krugarn

:: เพลงอาศรมร่มรัก

:: คำร้อง-ทำนอง ศิวกานท์ ปทุมสูติ :: ดนตรี-ขับร้อง ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

 

.

 

 

หุ่น

posted on 10 Jun 2009 01:10 by krugarn

หุ่น

. ศิวกานท์ ปทุมสูติ

.

.

● โรงเรียนของเรานี้น่าอยู่    

ประตูของเราทำด้วยเหล็ก

คุณครูทุกคนจะคอยเช็ค       

เด็กเด็กทุกเช้าหน้าเสาธง

ระเบียบวินัยเราหนักแน่น       

คะแนนความประพฤติเราสูงส่ง

นักเรียนเชื่อฟังครูเป็นมั่นคง   

สั่งให้ตรงก็ตรงตามก็ตาม

เครื่องแบบของเราขาวสะอาด

ไร้รอยปะขาดและรุ่มร่าม

ถุงน่องรองเท้าเงาและงาม    

ใครเห็นใครถามและชื่นชม

อาคารของเรามีหลายหลัง    

อุปกรณ์สอนสั่งเราสร้างสม

คอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตเกรดนิยม   

ห้องพัดลมปรับเป็นแอร์หลายห้องแล้ว

.

● โรงเรียนของเรานี้น่าอยู่     

เสียงผู้อำนวยการกังวานแจ้ว

เด็กใหม่หลายคนประหม่าเหมือนลูกแมว      

ครูคุมแถวแววตาน่ายำเกรง

เธอควรภาคภูมิใจในเกียรติยศ

รักษากฎปฏิบัติให้ครัดเคร่ง

คำสำทับสุดท้ายคล้ายวังเวง  

ก่อนขึ้นเพลงชาติพร้อมดุริยางค์

.

● เสียงจ้อกแจ้กแตกแถวขึ้นอาคาร   

หุ่นยนต์น้อยได้วิญญาณคืนสู่ร่าง

ขณะหุ่นไล่กาแขนขากาง      

เดินตามมาห่างห่างหักคะแนน

.

.

ลุ่มลึกกับชีวิตอีกหน่อย...

แหลมคมกับคุรุปัญญาอีกนิดเถิด...

.