นิยายน้ำเน่าของเยาวชนไทย

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

 

 

● เพราะเป็นแม่โดยมิได้ตั้งใจเป็น     

เธอจึงมองไม่เห็นความเป็นแม่

เพราะคืนลอยกระทงลงเรือแพ         

จนอ้อแอ้เมามายเมื่อปลายปี

เพราะเธอเมาเขามึนพาขึ้นสวรรค์     

จากคืนนั้นนัดสนุกเป็นสุขศรี

พ่อไม่แลแม่ไม่รู้...โลกเสรี              

ลูกอยู่หอสตรี...คงดีงาม

เพื่อนเพื่อนเขาก็อยู่เป็นคู่กัน            

ใครเขาเก็บพรหมจรรย์ไว้แห่หาม

เธอจะแบกคานทองแล้วมองตาม     

ไม่ลองชิมดูสักชามหรือความรัก

จึงเป็นเหตุเป็นผลระคนใคร่             

ลอยกระทงจงใจหมายสมัคร

จากวันคืนชื่นชุ่มเขาฟูมฟัก             

จนร่ำร่ำว่าสำลัก...เขารักเธอ

● ครั้นวันร้ายคืนรู้ว่ามีลูก                

ข้าวที่ปลูกกลางนาน้ำตาเอ่อ

เมฆก็ร้างฝนก็ลาไม่บำเรอ              

ข้อเสนอคือถอนกล้าในนาทิ้ง

เพราะเธอมีเขาในเงามืด                

มิอาจเห็นกำพืดไปทุกสิ่ง

แม้คืนเพ็ญผ่องจันทร์นั้นสุขจริง        

แต่คืนทุกข์ลูกผู้หญิงช่างยาวไกล

เพราะเป็นแม่โดยมิได้ตั้งใจเป็น        

เธอจึงมองไม่เห็นลูกร้องไห้

ลูกไม่เคยเห็นพ่อจะรอใคร              

เธอฝากไว้กับยายที่ปลายนา

.

.

.

ตำข้าวเม่า

posted on 08 Oct 2009 18:59 by krugarn

ตำข้าวเม่า

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

.

ตำข้าวเม่า เป็นกิจกรรมหนึ่งในวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่ผมนำเข้ามาใส่ไว้ในหลักสูตรการอบรมเรียนรู้สำหรับครูและเด็กๆ เยาวชน เพื่อการเรียนรู้วิถีทุ่งวิถีไทย ซึ่งจัดขึ้นที่ ทุ่งสักอาศรม อู่ทอง สุพรรณบุรี ให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ร่วมกิจกรรมเรียนรู้ย้อนรอยภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยให้แต่ละคนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้แทนการอธิบายเล่าบอก  เมื่อทุกคนได้เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริงก็จะเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ และทำได้ ทำเป็นในสิ่งที่ตนได้ลงมือทำ  แม้บางคนจะทำได้ไม่ดี  แต่ก็ได้เรียนรู้ แก้ไข และปรับปรุงกันไปในขณะลงมือทำนั้น  นอกจากได้ทำ ก็ยังได้มิตรภาพของความร่วมไม้ร่วมมือ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการทำงาน  กว่าที่ทุกคนจะได้ลิ้มลองรสชาติของข้าวเม่า ทั้งข้าวเม่าคลุกมะพร้าวน้ำตาลที่มีรสละมุนหวานมัน และข้าวเม่ารางกรอบอร่อย  ต่างก็ได้รสชาติของชีวิตกันอิ่มเหงื่ออิ่มใจแล้ว

.

ข้าวเม่าถือว่าเป็นอาหารหวาน ไม่ใช่อาหารคาว กินเล่นเหมือนขนมอย่างหนึ่งของพื้นบ้าน  ซึ่งพื้นบ้านสุพรรณบุรีครั้งอดีตเมื่อประมาณ ๓๐-๔๐ ปีก่อนโน้น  มักจะตำข้าวเม่ากันราวๆ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ตั้งแต่เริ่มเกี่ยวข้าวเบา (นาดอน) จนกระทั่งเกี่ยวข้าวหนัก (นาลุ่ม)  ทั้งตำกินกันในครอบครัว แจกจ่ายญาติพี่น้องเพื่อนบ้านเรือนเคียง  และนำไปทำบุญตักบาตรที่วัดประจำหมู่บ้าน 

.        

ในกิจกรรมตำข้าวเม่าพื้นบ้านจะเป็นกิจกรรมของผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  เวลาที่ลูกสาวบ้านใดตำข้าวเม่าก็มักจะมีหนุ่มในละแวกหมู่บ้านที่เป็นเพื่อนหรือเป็นแฟนมาช่วยตำบ้าง  คั่ว-ตำ-ฝัดกันไป ขบเคี้ยวกินเล่นพลางพูดจาหยอกล้อกันบ้าง เกี้ยวพาราสีกันตามประสาหนุ่มสาว  แต่ทั้งนี้ก็อยู่ในสายตาของพ่อแม่และยายตา  ที่นั่งดูนั่งฟังอยู่บนบ้านหรือชานเรือน  บางทีท่านเหล่านั้นก็ลงมานั่งพูดนั่งคุยแบบเป็นกันเองที่บริเวณลานบ้านที่ตำข้าวเม่านั้นด้วย

.

นอกจากนี้ยังมีประเพณี ขว้างข้าวเม่า ที่อ้ายหนุ่มผู้ไม่ประสงค์จะเข้าไปเที่ยวคุยกับสาวตำข้าวเม่า  แต่อยากจะขอแบ่งข้าวเม่ากินบ้าง  ก็จะซื้อมะพร้าวและน้ำตาลทรายแดงผูกห่อผ้าขาวม้าแล้วขว้างเข้าไปยังบริเวณที่สาวๆ กำลังตำข้าวเม่ากันอยู่  ก็จะเป็นที่รู้กันว่า ขอแบ่งข้าวเม่ากินบ้าง โดยแลกกับมะพร้าวและน้ำตาลที่ขว้างเข้าไปนั่นเอง  หลังจากที่สาวเจ้าตำข้าวเม่าเสร็จก็จะนำข้าวเม่าคลุกมะพร้าวน้ำตาลห่อผ้าขาวม้ากลับมาแขวนไว้ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน  หนุ่มๆ นักขว้างก็จะมาแอบนำเอาไปกินกัน  บางครั้งการขว้างข้าวเม่าก็อาจขว้างโดยแฟนหนุ่มของลูกสาวคนใดคนหนึ่งของบ้านนั้นก็ได้  เป็นนัยว่าทดลองใจว่าสาวเจ้าจะมีน้ำใจให้ปันหรือเปล่า  ทั้งนี้ก็ต้องระวังว่าจะต้องเลือกผ้าขาวม้าผืนที่เจ้าหนุ่มคนนั้นยังไม่เคยคาดพุงอวดให้สาวๆ ในหมู่บ้านเห็นมาก่อน  ไม่เช่นนั้นก็จำผ้าขาวม้ากันได้และรู้ว่าใครเป็นคนขว้าง (ยกเว้นกรณีที่มีเจตนาจะสื่อสารเป็นนัยให้รู้ว่าเป็นผ้าขาวม้าของใคร)

.  

          ขั้นตอนของการตำข้าวเม่ามีดังนี้

๑.     เริ่มจากการเลือกเกี่ยวข้าวรวงจากกลางนา โดยเลือกข้าวที่มีลักษณะเมล็ดรวงใกล้จะแก่ ยังพอมีน้ำนมข้าวเป็นยางอยู่บ้าง

๒.    นำข้าวที่เกี่ยวนั้นมานวดด้วยเท้าให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง อาจนวดในกระด้งหรือในที่รองรับอื่นๆ ที่สะอาด

๓.    ฝัดเมล็ดข้าวเอาผง เศษฟาง และสิ่งสกปรกอื่นๆ ออก  แล้วเอาเมล็ดข้าวนั้นใส่ภาชนะไว้รอคั่ว ใส่เกลือลงไปคละเคล้าสักเล็กน้อย

๔.    มัดเศษฟางสดๆ ที่นวดเอารวงข้าวออกแล้วเป็นอุปกรณ์สำหรับคั่ว เป็นท่อนขนาดข้อมือ และยาวราวหนึ่งศอก

๕.    ก่อไฟในเตาถ่านหรือเตาฟืนก็ได้ ใช้ถ่านหรือฟืนไม้แห้งเป็นเชื้อเพลิง แล้วตั้งกระทะสำหรับเตรียมคั่ว

๖.     กอบเมล็ดข้าวเปลือกที่เตรียมไว้ประมาณสองหรือสามกำมือใส่ลงในกระทะ คั่วด้วยไม้คั่วที่มัดจากฟางข้าวสด ให้สังเกตว่าเมล็ดข้าวเปลือกในกระทะเริ่มมีลักษณะเป่งพองและสุกทั่วถึง เมื่อไรให้ยกลงใส่ครกตำข้าว (สังเกตจากการแตกตัวเป็นข้าวตอกราว ๕-๑๐ เมล็ด)

๗.    ลงมือตำด้วยสากมือ (ทำจากไม้แก่นความยาวประมาณหนึ่งวา-ดูรูปประกอบ) สลับกันตำสองหรือสามคน ลงสากไล่กันไป จนกว่าเม็ดข้าวจะแบนเป็นข้าวเม่า  ตอนใกล้จะแบนได้ที่ในแต่ละครกให้ใครคนหนึ่งล้วงมือลงไป โยง คือควักสลับกับการตำที่เหลือเพียงสากเดียว  เพื่อให้การตำทั่วถึงทุกเมล็ดข้าว  เมื่อใช้ได้แล้วให้ควักข้าวที่ตำแล้วนั้นลงใส่กระด้ง

๘.    นำข้าวที่ควักใส่กระด้งนั้นไปฝัดเอาผงแกลบทิ้ง และเก็บเอาเปลือกที่ยังหลงเหลืออยู่ออกให้เกลี้ยง  จึงถือว่าเป็นข้าวเม่าที่สมบูรณ์พร้อมนำไปบริโภคแบบต่างๆ ต่อไป

.

ข้าวเม่าโดยทั่วไปจะบริโภคกันสองแบบ  แบบแรกคือน้ำข้าวเม่าขยำคลุกเคล้ากับมะพร้าวแล้วโรงน้ำตาล  สมัยโบราณนิยมใช้น้ำตาลสีรำหรือน้ำตาลทรายแดงมากกว่าน้ำตาลทราย (ขัด) ขาว  ส่วนการบริโภคแบบที่สองจะใช้ข้าวเม่าที่สำเร็จจากการตำแล้วนั้นลงใส่กระทะคั่วอีกครั้ง  คั่วคราวนี้เรียกว่า ราง ซึ่งก็คือการคนไปมาเหมือนครั้งแรก แต่ต้องราไฟลงบ้าง ไม่ให้กระทะร้อนมากนัก  เพราะถ้าไฟแรงมากข้าวเม่าก็จะเกรียมไหม้กินไม่อร่อย  หรือถ้าไฟอ่อนเกินไปข้าวเม่าก็จะไม่กรอบและไม่อร่อยอีกเช่นกัน  ตรงนี้เป็นศิลปะที่ต้องลงมือปฏิบัติทดลองทำดู  พิสูจน์รสชาติด้วยการลองขบเคี้ยวก็จะรู้ว่าอย่างไรจึงจะพอดี 

.

ผมเองนั้นติดใจในรส ข้าวเม่าราง มาก  กระทั่งนำมาเขียนเป็นกวีนิพนธ์เล่มสำคัญหนึ่งของชีวิตชื่อ ข้าวเม่ารางไฟ (สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ใหม่ชุด กาพย์หัวเดียว) มีความตอนหนึ่งของ คำนำ ในการพิมพ์ครั้งที่สองว่า

          ...วิถีชีวิตของผู้คนที่ผมรักมากที่สุดชีวิตของพวกเขาที่ไหนเลยจะต่างไปจากข้าวเม่าในกระทะไฟที่ถูกคั่วราง  พวกเขาไม่อาจเลือกกระทะและความอ่อนหรือแก่ของไฟที่ต้องอาศัยท่อนฟืนจากสังคมอันเต็มไปด้วยความเสื่อมซับซ้อน  นอกเสียจากว่าพวกเขาจะได้ค้นหาฟืนและไฟที่มีค่าในชีวิตของพวกเขาเอง

.

ตัวอย่างบทกวีจากกวีนิพนธ์ ข้าวเม่ารางไฟ

.

ข้าวเม่ารางไฟ

(กาพย์สาวกระทายข้าว ๑๔)

● ครกข้าวเม่า           ดังแว่วมา

ทุกครั้งใจข้า             ก็ไหวสะทก

สะทกคิด                 คะนึงคราว

ช่วยเอ็งตำข้าว          จนเหงื่อข้าหก

ข้าจะภาพ                เอ็งติดตา

ทุกท่วงทีท่า             สากกระทบครก

ข้าจำได้                  แม้กลิ่นเหงื่อ

กลิ่นแป้งกลิ่นเนื้อ       เม็ดไฝไรศก

ข้าจำลาย                ลูกไม้ขาว

เสื้อคอกระเช้า           ผ้าซิ่นตีนจก

ข้าจำได้                  ข้าจำได้

ท่าฝัดกระทาย           ข้าวแต่ละครก

ข้าจำถ้อย                ข้าจำคำ

ที่เอ็งเคยย้ำ              ที่ข้าเคยยก

ข้ายังจำ                  คำเชยเชย

ว่ารักใครเอ่ย             เหมือนน้ำท่วมอก

หรือรักเขา                อยู่ข้างเดียว

ดังนึ่งข้าวเหนียว        ขาดน้ำแห้งหก

ฝนขาดฟ้า               นาขาดไถ

น้ำตาใครไหล           ดังสายน้ำตก

คำเอ็งเย้า                คำข้าหยอก

ข้าวเม่าข้าวตอก        แตกดอกเต็มครก

จนเสร็จพลาง           เอ็งรางไฟ

ข้าวเม่าข้าวใหม่        เผลอไผลไหม้หมก

สองกระทะ               เป็นลางไหม้

ครั้นข้ากินได้            เอ็งว่าตลก

จากคืนนั้น                ด้วยสัญญา

เอ็งจะคอยข้า            ปีหน้าเดือนหก

ข้าขอบวช                เพียงพรรษา

เอ็งก็โมทนา             ให้ข้าหยกหยก...

● คำเอ็งเย้า             คำข้าหยอก

ข้าไม่คิดดอก            จะยอกหัวอก

กลางพรรษา             ร้อนผ้าเหลือง

ข้าแทบจะเปลื้อง       มันแค้นแน่นอก

ลูกผู้ใหญ่                 อ้ายนักเลง

มันฉุดคร่าเอ็ง           ในวันฝนตก

ดอกน้ำตา                เอ็งตกหล่น

คือดอกน้ำฝน           ท่วมท้นในอก

ฟ้าเปรี้ยงเปรี้ยง         ปานโทสะ

ถึงข้าเป็นพระ            ปืนข้าเคยพก

พระต้องรา               เณรต้องรั้ง

กว่าข้าจะตั้ง             สติปลงตก

...ถ้าเขารัก               เอ็งเหมือนข้า

เถอะวันเวลา             คงช่วยฟูมฟก

ฟกค่อยฟัก               ค่อยรักษา

รักค่อยมีมา              ลูกห้าลูกหก

แต่หากเขา               ไม่รักจริง

ทำลายแล้วทิ้ง          เอ็งน้ำตาตก

ข้าจะสึก                  ซับน้ำตา

ข้าให้สัญญา             ข้าจะยอยก...

● ครกข้าวเม่า           ดังแว่วมา

ทุกครั้งใจข้า             เหมือนถูกตำครก

ข้าวเม่ารัก                ถูกรางไฟ

หลายปีผ่านมา          ไฟยังไหม้อก

...

เมื่อวันที่ ๓-๔ และ ๗-๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา ทุ่งสักอาศรม ได้จัดกิจกรรมค่ายเรียนรู้ วิถีทุ่งวิถีไทย ในทุ่งสักอาศรม ให้นักเรียน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ฝ่ายมัธยม  จำนวน ๒ รุ่น รุ่นละ ๗๐-๙๐ คน ประกอบด้วยเนื้อหาการเรียนรู้  การอ่านการคิดเกี่ยวกับสภาพปัญหาสังคม วิถีทุ่งวิถีไทย เพลงลูกทุ่ง เพลงพื้นบ้าน ภูมิปัญญาชาวบ้าน การตำข้าวเม่า เผาข้าวหลาม ทำขนมไทย ไม้ไผ่จักสาน ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมนั้นได้แก่การตำข้าวเม่าดังกล่าว เด็กๆ หนุ่มสาวเขาสนุกสนานกันอย่างไรบ้าง...ดูกันจากภาพได้เลยครับ

.

.

.

.

.

.

.

...........................................................................

การเรียนรู้กิจกรรมอื่นๆ อาทิ เพลงพื้นบ้าน เผาข้าวหลาม วิถีทุ่งวิถีไทย ทำขนมไทย จักสานงานไม้ไผ่ และการใช้ชีวิตแบบพอเพียง... 

.

.

.

 

.

.

ขอขอบคุณคณะวิทยากรภูมิปัญญาไทย

นายบัว สังข์วรรณะ  และคณะพ่อเพลงแม่เพลงพื้นบ้าน

นายปัญญา ใคร่ครวญ  วิทยากรวิถีเกษตรธรรมชาติ / ตำข้าวเม่า

อาจารย์วิบูลย์ ปานบุญ  นักวิชาการท้องถิ่น / เพลงพวงมาลัย

นายชุม-นางลำไย  วิทยากรเผาข้าวหลาม

นางบุญธรรม  วิทยากรจักสาน

นายวิโรจน์ นุ้ยบุตร (ไม้ร่ม)  วิทยากรวิถีเกษตรธรรมชาติ / นักธรรมชาติชีวิต

นางสาวในดวงตา ปทุมสูติ  วิทยากรขนมไทย

นางละเอียด คล้ายคลัง  วิทยากรขนมไทย

นายอนุศักดิ์ ปานบุญ  วิทยากรวิถีเกษตรธรรมชาติ

.

.

.

.

.

.

.

.

.

แดดใส ไอดิน กลิ่นทุ่ง

posted on 30 Sep 2009 14:10 by krugarn

แดดใส ไอดิน กลิ่นทุ่ง

.

การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทุกก้าวเป็นกำไรเสมอ ไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ล้วนเป็นบทเรียนท้าทายให้ดวงใจเรียนรู้ และในทุกทอดเท้าก้าวไปในรอยทาง ไม่พึงแต่เพียงได้ผ่าน นักสะพายกล้องต้องไม่พลาดที่จะกดชัตเตอร์เก็บภาพสำคัญเอาไว้ ทุกๆ ภาพ คือภาพแรกและภาพสุดท้ายของชีวิต...เพราะแม้ว่าจะผ่านมาและผ่านไปอีกกี่ครั้งในกาลข้างหน้าเวลาเดิม ภาพนั้น...แสงเงาย่อมเปลี่ยนไปแล้ว

สำหรับจิตรกรก็แน่นอนว่าเขาจะไม่ปล่อยให้ดินสอ ปากกา และพู่กันต้องเปลี่ยวเปล่าไร้ค่า...

ในเส้นทางกวี ผมเองไม่เคยห่างปากกาและสมุดบันทึก ทุกครั้งของการเดินทาง...ทั้งการเคลื่อนที่ไปโดยกายและการก้าวไปโดยจิตคิดนึก ก็มักจะเก็บรอยถ้อยคำ ความคิด และอารมณ์รู้สึกรู้สาที่พบผ่าน ไม่รีบร้อนทำเวลาเพื่อจะเพิ่มปริมาณสถานอย่างที่ "ทัวร์ชะโงก" เขาทำกัน บางครั้งแม้จะมีเป้าหมายกับกำหนดเวลาอยู่บ้าง ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าการเก็บเกี่ยวของหัวใจยังร้องขอต่อรอง...

ยิ่งการเดินทางครั้งใด ได้มีโอกาสร่วมทางกับมิตรสหายที่รู้ใจ การเดินทางครั้งนั้นก็จะยิ่งเพิ่มรสชาติชีวิตและพลังทางปัญญาแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่กันและกันอย่างมีคุณค่ายิ่ง คุณกิตติศักดิ์ บุตรดีวงศ์ เป็นหนึ่งในมิตรร่วมทางของผม แม้จะไม่บ่อยครั้งนักในเส้นทางทัวร์โลกทัวร์ชีวิต แต่เราก็ไปมาหาสู่กันเสมอญาติทางจิตวิญญาณมิได้ขาด

งานจิตรกรรม "แดดใส ไอดิน กลิ่นทุ่ง" ชุดใหม่ของคุณกิตติศักดิ์ ผมได้มีโอกาสร่วมทางกับเขา แม้เพียงเสียบแซมบุปผากวีนิพนธ์ดอกน้อยๆ ลงในทุ่งทิพย์ขลิบรวงโรจน์อร่ามละลานใจ ผมก็มีความสุข ขณะมิตรภาพของเราก็แย้มผลิเบิกบาน พร้อมเป็นบรรณาการแด่ทุกดวงใจ... 

.

.

.

.

ขยายบทกวีให้อ่านง่ายดังนี้ครับ...

.

.

.

.

.

.

เติมไฟครูอาสา...เพื่อไทยภูเขา อ่านออกเขียนได้

ครูกานท์

...

ผมเดินทางขึ้นมาจัดกิจกรรมค่ายให้ครูอาสา กศน.จังหวัดตาก อีกครั้ง เป็นการอบรมรุ่นที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ หลังจากได้จัดอบรมรุ่นที่ ๑ ไปเมื่อ ๑-๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ ซึ่งรวมสองรุ่นก็ ๑๓๐ กว่าคนแล้ว นับเป็นความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังอย่างยิ่งของ คุณอุไรวรรณ อินทยารัตน์ ผอ.ศนจ.ตาก ซึ่งเป็นหญิงแกร่งลุยงานแบบถึงผาถึงภู และที่สำคัญอย่างมากก็คือเข้าถึงคนทำงานใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะอยู่บนยอดดอยเหน็บหนาว หรือสุดขอบปลายเขตแผ่นดินที่ทุรกันดารเพียงใดก็ตาม คุณอุไรวรรณแสดงความรู้สึกลึกซึ้งบางประโยคว่า ดิฉันไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อได้ทำงานสนองพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตน์ฯ ที่ทรงมีพระเมตตาแก่เด็กๆ และชาวไทยภูเขาที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ทั้งทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และเสด็จเยี่ยมเป็นมิ่งขวัญกำลังใจอยู่เสมอ   

...

เรื่องการสอนให้อ่านออกเขียนได้สำหรับชาวไทยภูเขา นอกจากจะมีปัญหาด้านความทุรกันดารห่างไกลจากการสนับสนุนดูแลด้านต่างๆ และปัญหาด้านการสื่อสารเรียนรู้กับผู้เรียนที่มีพื้นภาษาในชีวิตประจำวันเป็นชนเผ่า ซึ่งส่วนมากเป็นชาว ปกากะญอ แล้ว ปัญหาด้านทักษะความรู้และศักยภาพของครูผู้สอนก็เป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก  ซึ่งในพื้นที่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและโรงเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบริการไปไม่ถึงนั้น เป็นภารกิจของ กศน. หรือ ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ได้น้อมรับพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่โปรดเกล้าฯ ให้ช่วยจัดการศึกษาให้ชาวไทยภูเขาให้มีโอกาสอ่านเขียนได้ และเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกำลังที่จะสามารถกระทำได้ โดยจัดทำ โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ขึ้นในปี ๒๕๓๙...อันเป็นที่มาของภารกิจแห่งความมุ่งมั่นและภาคภูมิใจของชาว กศน.ที่มีส่วนร่วมทุกคน

...

หลักสูตรในการจัดอบรมครูอาสาของ กศน. ที่กล่าวถึงก็คือ การสอนให้อ่านออกเขียนได้ โดยคุณอุไรวรรณ ผอ.ศนจ.ตาก ได้มอบความไว้วางใจให้ ศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม เป็นผู้กำหนดเนื้อหารายละเอียดต่างๆ ทั้งหมด ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้

๑.การจัดการเรียนการสอนปูพื้นภาษาไทยเบื้องต้นแก่ผู้เรียนที่เป็นชนเผ่า

  · การฝึกพูดเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน

  · การจัดทำบัญชีคำและการฝึกเปล่งคำในบริบทชีวิตประจำวัน

  · การท่อง ก-ฮ (ก ไก่ น้อมไหว้)

  · การท่องสระ ๓๒ เสียง

  · การเขียนเส้นลีลาต่างๆ (เพื่อเป็นพื้นฐานในการเขียนตัวอักษร)

  · การฝึกเขียนพยัญชนะและสระจากง่ายไปหายาก

๒.การสอนอ่านเขียนภาษาไทยให้อ่านออกเขียนได้ใน ๔ เดือน

  · เดือนแรก แจกลูกและผันเสียง แม่ ก กา

  · เดือนที่สอง แจกลูก สะกดคำ และผันเสียง แม่กง กน กม เกย เกอว

  · เดือนที่สอง แจกลูก สะกดคำ และผันเสียง แม่กก กด กบ

  · เดือนที่สอง แจกลูก สะกดคำ และผันเสียง คำที่สระเปลี่ยนรูป/ลดรูป และ คำควบกล้ำ/อักษรนำ

๓.การฝึกตามข้อ ๒ ให้เน้นลำดับกระบวนการ 

  · ออกเสียงอ่านแจกลูก สะกดคำ ผันเสียง

  · อ่านคำ / อ่านเรื่อง

  · คัดลายมือ

  · เขียนตามคำบอก

๔.การจัดทำสื่อประกอบการเรียนการสอน

๕.การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น

๖.การอ่านอย่างมีจินตนาการเชื่อมโยงกับชีวิต สังคม และวิถีการดำเนินชีวิต

๗.การเขียนบันทึก การเขียนร้อยกรอง และร้อยแก้วง่ายๆ

๘.การเขียนแผนการสอนแบบ Mind Map เน้น มุ่งผลสัมฤทธิ์ปลายทาง

...

ครูอาสาทั้งสองรุ่นโดยภาพรวมแล้วเป็นคนหนุ่มสาว ช่วงวัยระหว่าง ๒๕-๔๐ ปี มีทั้งคนไทยในพื้นราบและชาวไทยภูเขา (ปกากะญอ,ม้ง...) ส่วนมากเป็นคนในท้องที่จังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน  ตลอด ๕ วัน ๔ คืน ของกิจกรรมค่าย ผมได้สัมผัสถึงพลังของความตั้งใจ ใฝ่รู้ อุดมการณ์และอุดมคติของพวกเขา ทำให้มีกำลังใจในการถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ ความคิด และสร้างสรรค์กิจกรรมอย่างมาก

.

...

...

บางวรรควลีของการร่วมกิจกรรมการเขียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในการอบรม แม้จะไม่ได้เน้นเป็นกิจกรรมหลัก แต่ก็รู้สึกได้ถึงหัวใจใสๆ ของ ครูดอย ลองอ่านดูสิครับ...

...

..."การที่เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดี ความสุขต้องมาก่อน

ถ้าคนเรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ ก็จะอยากเรียนรู้ อยากทำ

เรียนรู้ได้ง่าย เรียนรู้ได้ดี กล้าที่จะเรียน

ความสุขนั้นจะต้องได้จากครู

ครูที่รักเด็กๆ เข้าใจเด็ก ไม่ดุ

พูดคุย เป็นเพื่อนกับเด็กได้

สร้างกำลังใจให้เด็กอยากอยู่ใกล้ครู

จะง่ายต่อการสอนและการเรียนรู้"...

(ครูคำหล้า ไผทเสริมบุญ โรงเรียนผาล้นใต้ ต.กองก๋อย

อ.สมเมย จ.แม่ฮ่องสอน)

...

..."ดีใจที่ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมในครั้งนี้

ได้รู้ว่าการที่จะสอนให้ชาวเขาใช้ภาษาไทยได้คล่องแคล่วนั้น

เป็นเรื่องที่ยาก เพราะมีภาษาเดิมของตนมาก่อน

การออกเสียงภาษาไทยเป็นเรื่องไม่ถนัดลิ้น

ดังนั้นอุปสรรคสำคัญในการเรียนภาษาไทยของชาวเขา

คือ "การพูดไม่ชัด" ข้าพเจ้าเองก็เป็นชาวเขาเผ่าม้ง

จึงเข้าใจและพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้

การอบรมครั้งนี้ จึงได้รู้ว่าการสอนของตนเองเดินมาถูกทาง

รวมทั้งยังได้วิธีการฝึกให้นักเรียนใช้ภาษาไทยคล่องขึ้น

โดยการทำบัญชีคำสำหรับนำผู้เรียนให้ "เปล่งคำ"

และการนำบทร้อยกรองมาให้พวกเขาท่อง

ผสมกับการฝึกพูดให้มากกว่าเดิม...

ขอขอบคุณครูกานท์ที่มาช่วยชี้ทางสว่าง"...

(ครูอนุรักษ์ แสนยาเจริญกุล ครูอาสา กศน.

อ.แม่สอด จ.ตาก)

...

.

...

สร่างเมา

posted on 08 Jul 2009 17:30 by krugarn

สร่างเมา

[คำสารภาพของกวีคนหนึ่ง]

""""""""""""""""""""""""""

● นานมาแล้ว โก้วเล้ง รำพึงว่า        

มิใช่ข้าหลงรสสุราร่ำ

หากแต่ข้าติดใจดื่มประจำ               

เพราะบรรยากาศลึกล้ำการร่ำสุรา

คำ โก้วเล้ง ดูดีมีระดับ                   

ต้อนให้ใครติดกับและเพรียกหา

บรรยากาศเสพเสน่ห์เสวนา             

นำพาหัวคะมำทุกค่ำเช้า

สุนทรภู่ รู้ทันถึงโทษแท้                 

แต่ก็แพ้จนสารภาพกับโรงเหล้า

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา       

ให้มึนเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

ข้าพเจ้าก็หนึ่งในสายธารกวี            

เรื่องสุราพาทีไม่หนีหน่าย

เคยร่วมวงกับกวีผู้วางวาย               

ด้วยตับแข็งเนื้อร้ายก็หลายคน

เป็นทั้งศิษย์ สุนทรภู่ - ชิต บูรทัต      

เสพสัมผัสอารมณ์ครูอยู่เข้มข้น

เมาเหล้าเมาอักษรเมากลอนกล       

เมากมลมายามาเนิ่นเนา

บัดนี้มานึกดูอดสูนัก                      

ถ้ากวีมีอัตลักษณ์แค่ดื่มเหล้า

ต้องลงรอยคล้อยครูผู้เคยเมา          

โอ้ชีวิตข้าพเจ้าแสนเปล่าดาย

แม้เหตุผลอีกมากของนักดื่ม            

ที่อาจหยิบยืมซึ่งความหมาย

ว่าการนั่งล้อมขวดนั้นแยบคาย         

ด้วยปรัชญาสาธยายหลายเล่มเกวียน

ข้าพเจ้าก็มิอาจจะศรัทธา               

ตัวเองและอักษราที่ขีดเขียน

ในอัตลักษณ์มืดเมาอันเพราเพียร     

กับร้อยรสบทเรียนเขียนทับรอย

จึงถึงคราบทกวีของข้าพเจ้า            

มิต้องร่ำรินเหล้าเคล้ารสถ้อย

สติ สมาธิ ดั่งเพชรพลอย               

พิสุทธิ์ร้อยวรรณวลีแห่งชีวิต

เสพรสชาติประภัสสรบริสุทธิ์           

สัมผัสแก่นแท้มนุษย์อันศักดิ์สิทธิ์

ท่ามกระแสแพ้พ่ายรายรอบทิศ         

ลิขิตเลือกทาง...เลือกสร่างเมา

ข้าพเจ้ามิเจตนาจะเสียดสี              

ครูกวี มิตรกวี ที่ดื่มเหล้า

แต่เชื่อว่า กวิธาตุ ต้องขัดเกลา      

ตัวตนทุกค่ำเช้า...ทุกชาติภพ 

...

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

ทุ่งสักอาศรม ๓๐ มิย.๕๒

อาศรมร่มรัก

posted on 30 Jun 2009 18:58 by krugarn

:: เพลงอาศรมร่มรัก

:: คำร้อง-ทำนอง ศิวกานท์ ปทุมสูติ :: ดนตรี-ขับร้อง ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

 

.

 

 

หุ่น

posted on 10 Jun 2009 01:10 by krugarn

หุ่น

. ศิวกานท์ ปทุมสูติ

.

.

● โรงเรียนของเรานี้น่าอยู่    

ประตูของเราทำด้วยเหล็ก

คุณครูทุกคนจะคอยเช็ค       

เด็กเด็กทุกเช้าหน้าเสาธง

ระเบียบวินัยเราหนักแน่น       

คะแนนความประพฤติเราสูงส่ง

นักเรียนเชื่อฟังครูเป็นมั่นคง   

สั่งให้ตรงก็ตรงตามก็ตาม

เครื่องแบบของเราขาวสะอาด

ไร้รอยปะขาดและรุ่มร่าม

ถุงน่องรองเท้าเงาและงาม    

ใครเห็นใครถามและชื่นชม

อาคารของเรามีหลายหลัง    

อุปกรณ์สอนสั่งเราสร้างสม

คอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตเกรดนิยม   

ห้องพัดลมปรับเป็นแอร์หลายห้องแล้ว

.

● โรงเรียนของเรานี้น่าอยู่     

เสียงผู้อำนวยการกังวานแจ้ว

เด็กใหม่หลายคนประหม่าเหมือนลูกแมว      

ครูคุมแถวแววตาน่ายำเกรง

เธอควรภาคภูมิใจในเกียรติยศ

รักษากฎปฏิบัติให้ครัดเคร่ง

คำสำทับสุดท้ายคล้ายวังเวง  

ก่อนขึ้นเพลงชาติพร้อมดุริยางค์

.

● เสียงจ้อกแจ้กแตกแถวขึ้นอาคาร   

หุ่นยนต์น้อยได้วิญญาณคืนสู่ร่าง

ขณะหุ่นไล่กาแขนขากาง      

เดินตามมาห่างห่างหักคะแนน

.

.

ลุ่มลึกกับชีวิตอีกหน่อย...

แหลมคมกับคุรุปัญญาอีกนิดเถิด...

.

ชื่นใจ

posted on 30 May 2009 11:03 by krugarn

ชื่นใจ

.

.

. 

.

ย้อนกลับไปเปิดสมุดบันทึกพบว่าบางวันในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๑ มีความสุขมากๆ และทุกครั้งที่ชีวิตได้มีกิจกรรมเช่นนั้นก็จะมีความสุขเป็นพิเศษเสมอ บันทึกดังกล่าวเขียนไว้เป็น ลำนำ หรือจะเรียกว่า กลอนเปล่า ก็ได้ นำมาฝากกันอ่านเพื่อแบ่งปันความสุขครับ...

.

.

.

ชื่นใจ

.

● ข้าพเจ้าขุดดินแข็งกระด้าง

จอบกระดอน

เหงื่อกระเด็น

ก้อนดินที่ถูกก่นกระจายเกลื่อน

ได้หลุมขนาดกลางๆ

ภรรยาฉีกถุงกล้าหน่อกล้วย

บรรจงปลูกแล้วกุยดินกลบ

เราช่วยกันรดน้ำพอชุ่ม

ลมพัดโชยมา

เม็ดเหงื่อสะท้อนเงาแดดฉาย

.

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑

.

 

 

.

. .

คนละโลก

posted on 28 May 2009 20:31 by krugarn

บันทึกกวี : คนละโลก

ศิวกานท์ ปทุมสูติ

.

.

.

 

ได้ไปร่วมฟังพระงานศพคุณพ่อของญาติธรรมในละแวกตำบลท่านหนึ่งมาสามคืนติดต่อกัน แต่ขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยออกนามท่าน เพราะว่าสิ่งที่จะนำมาพูดถึงในบันทึกกวีครั้งนี้เป็น ความจริงด้านมืด ที่อาจไม่เหมาะควรต่อความดีงามของเจ้าภาพ และภาพพจน์ของชุมชนโดยรวม นั่นก็คือ...เจ้าภาพเป็นผู้ใฝ่ในธรรม ใช้ชีวิตเป็นแบบอย่างดีงาม เป็นผู้นำต้นแบบที่ดำเนินวิถีชีวิตแบบพอเพียง และวิถีเกษตรอินทรีย์ชีวภาพ

.

ในค่ำคืนที่สามของการสวดพระอภิธรรมศพของคุณพ่อ...ท่านจึงนิมนต์สมณะซึ่งเป็นปราชญ์ทางเกษตรอินทรีย์ฯ มาแสดงธรรมเกี่ยวกับ "ความพอเพียง" ให้ญาติพี่น้องที่มาร่วมงานได้ฟังกัน  แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คนตั้งใจฟังมีไม่มากนัก เพราะส่วนหนึ่งไม่ตั้งใจ เอาแต่พูดคุยกันกลบเสียงพระ แม้จะมีลำโพงขยายเสียงการแสดงธรรมของพระก็ตามที ก็เหมือนจะช่วยสถานการณ์ไม่ได้สักเท่าไรเลย  

.

ชาวบ้านสองสามคนนั่งหลบมุมเสพน้ำบางชนิด ที่โชยกลิ่นละมุดกระทบจมูกเมื่อเดินผ่าน ดีว่ายังหลบมุมมืดชายขอบรอบงาน ให้ความเคารพเกรงอกเกรงใจเจ้าภาพอยู่บ้าง ขณะที่อีกบางกลุ่มหลบไถลไปตั้งวงตั้งโต๊ะสุมหัวกันได้เสีย...ใต้ชายคาของบ้านญาติเรือนเคียง ถือโอกาสอิงอาศัยประเพณีงานศพงานตายเล่นได้ทั้งไพ่และไฮโล ตำรวจไม่กล้าจับ...

.

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าวนั้นเอง ที่ผมเกิดความบันดาลใจเขียน "บันทึกกวี" ต่อไปนี้...น้ำมาฝากมิตรผู้อ่านทุกท่านครับ

 

 

 

 

 

.

 

 

รู้ไหม...ว่าทำไมเก้าอี้แถวหน้าจึงว่าง

ครูกานท์

.

.

...

เคยเห็นบ่อยใช่ไหมครับว่าเก้าอี้แถวหน้าในห้องประชุมมักจะว่าง ไม่ค่อยจะมีคนนั่ง พิธีกรหลายต่อหลายคนต้องพยายามขอร้องท่านั้นท่านี้ เพื่อจะให้เก้าอี้แถวหน้ามีคนนั่งเต็ม ให้ภาพพจน์ดูดี เมื่อถ่ายภาพออกมาจะได้สวย ซึ่งวิธีการร้องขอเช่นนั้นก็หาใช่ความสำคัญแท้จริงของการนั่งแถวหน้าไม่ พิธีการบางคนที่พอมีอำนาจแฝง หรือมีบารมีเป็นที่เกรงอกเกรงใจกันอยู่บ้างก็อาจใช้วิธีร้องขอแกมบังคับ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ตามแต่บรรยากาศและสถานการณ์

.

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นหรือ?

อ่านบทกวีต่อไปนี้ก่อนสิครับ อ่านจบแล้วค่อยคุยกันต่อ...

.

รากเหง้า

.

● คล้ายเป็นเรื่องเล็กเล็กธรรมดา      

ที่เก้าอี้แถวหน้าเธอว่างเปล่า

ชะรอยฤๅสื่อเร้นเห็นรูปเงา 

แฝงฝากรากเหง้ามายาวไกล

● เคยถามเหตุและผลคนแถวหลัง     

เธอละล้าละลังตอบไม่ได้

บางอ้ำอึ้งอึกอั่งลังเลใจ        

ว่าทำไมไม่นั่งต่างยิ้มยิ้ม

● บางเธอบางใครบอกไม่กล้า

กลัวสะดุดปุจฉาน้ำตาปริ่ม

เก็บความกลวงเปล่าในเพราพริ้ม

แอบหลังนั่งตีขิมอยู่หงิมลึก

● บ้างเว้นเหลือเพื่อผู้หลักผู้ใหญ่      

หาเหตุให้ดูชอบปลอบรู้สึก

เธอผู้น้อยพึงเจียมเหนียมคิดนึก       

รู้ฝึกกิริยามิกล้าแซม

● โอ้กำแพงมหึมาเกินฝ่าข้าม

แท้คือ ความไม่กล้า กลัวห้าแต้ม

เมื่อภายในไร้ดำริจะผลิแย้ม   

ภายนอกแหลมเกินท่านจะอันตราย

● เธอจึง กลัวความจริง สิ่งมีค่า     

แล้ว ค้าความลวง กันเหลือหลาย

มิรู้สิ่งใด...ไยต้องอาย

มาสายไยต้องมีเก้าอี้งาม

● เธอสืบญาติขลาดกลัวกันทั่วแล้ว   

กลัวออกแถวหน้ารุดสะดุดหนาม

แสนสงสารบ้านเมืองรุดเรืองราม      

คนแถวหลังล้นหลามเสียเหลือเกิน

...[ศิวกานท์ ปทุมสูติ,๒๕๕๑]...

.

แม้จะมีเหตุผลอื่นใดอีกหลายประการของการไม่นั่งแถวหน้าก็ตาม แต่ ความไม่กล้า เพราะ กลัวต่อความจริงที่เป็นจุดอ่อนด้อยของตน (ทั้งกลัวจะตกเป็นเป้าสายตา เป้าคำถาม หรือกลัวจะถูกเปิดเผยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และแม้เพื่อจะแวบหลบจากห้องประชุมนั้น ก็ล้วนเป็นประเด็นของความไม่กล้าเผชิญกับความจริงที่มีในตนเองด้วยกันทั้งนั้น) เรื่องนี้ถือว่าเป็นเหตุปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งทีเดียว ที่ผู้คนในสังคมของเรา มิกล้าออกหน้า แม้ว่าการออกหน้าเป็นการกระทำความดีก็ตาม ก็กลัวว่าจะทนแรงเสียดทานไม่ได้ กลัวว่าถ้าทำได้ไม่ดีแล้วจะเสียหน้า เสียราคา ดังนั้นก็จึงขอหลบๆ ซ่อนๆ รักษาท่าทีเอาไว้ก่อนจะดีกว่า ลึกๆ ลงไปในจิตประหวั่นเช่นที่ว่านี้ก็คือการแอบซ่อน ความเห็นแก่ตัว ที่เจ้าตัวก็อาจไม่รู้ตัวนั่นเอง

.

เรื่องของเก้าอี้แถวหน้าว่าง จึงเป็นเพียงหนึ่งในปรากฏการณ์ของสังคมที่ขาดแคลน คนออกหน้า หรือนำหน้าในทางสร้างสรรค์ เป็น รากเหง้า ที่สั่งสมมานานไกล... ทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในสังคมของเราได้ก็คือ เราจะต้องช่วยกันเติมเต็มความรู้จริง ความเข้าใจในการเรียนรู้เชิงกว้างลึก ความรักการอ่าน ความใฝ่รู้ ความมีจิตสาธารณะ และความกล้าหาญทาง จริยปัญญา แก่ประชากรของเราให้มากยิ่งๆ ขึ้น ทั้งในวิถีการศึกษา วัฒนาธรรม และวิถีสังคม

.

ความปรารถนานี้จะมีโอกาสเป็นไปได้จริงหรือเปล่าหนอ?

...